top of page
Screen Shot 2562-05-05 at 4.20.58 PM.png

sHORT story

The Lost Boys and Their Most Beautiful Moment In Life.

(จาก https://storylog.co/story/570bace51a6d723a0e25c19e)

เข้าวันที่หกแล้วที่เหนือไม่ได้มาโรงเรียน

อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เรื่องแค่นี้ ต้องเป็นพวกนายที่รู้ไม่ใช่หรือไง ?
คือคำตอบที่ทั้งคู่ได้รับอยู่เสมอ เมื่อลองถามคนอื่น ๆ ในโรงเรียนว่า

รู้ไหมว่าเหนือหายไปไหน ?

ใช่แล้ว สุดท้ายก็มีเพียงพวกเขาสามคนทุก ๆ ครั้ง
ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ไม่ว่าจะพบปะเฮฮากับเพื่อนคนอื่น ๆ อย่างสนุกสนานขนาดไหน
พอถึงช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ก็จะเหลือเพียงพวกเขา

คนที่โดดเด่นที่สุดก็คือเหนือ
ด้วยคุณสมบัติที่เหมือนกับชื่อของเขา
หน้าตาคมเข้ม ร่างกายบึกบึนสมส่วนสมฐานะนักกีฬาโรงเรียน
สติปัญญาล้ำเลิศ บวกด้วยบุคลิกร่าเริง เข้าขาได้กับทุกคน
เหนือจึงได้ทั้งใจเหล่ากลุ่มเพื่อนผู้ชาย ได้ทั้งกายเด็กสาวในโรงเรียนไม่ซ้ำหน้า

จนถึงตอนนี้ ธีร์ก็ยังไม่อาจทำใจเชื่ออย่างสนิทใจได้ว่า
เหนือจะเคยเป็นเด็กไม่มีเพื่อน
ไม่มีใครสนใจและรับรู้การมีตัวตนอยู่ของเขา
อย่างที่เขาเคยเล่าให้ฟัง

บุคลิกเย็นเยียบและผิวขาวจัดของเนตร
นั้นฟังราวกับเป็นคู่ตรงข้ามกับเหนือ
แต่พวกเขาก็อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว
หากจะยกการเปรียบเทียบเฉิ่มเชยมาอ้าง
คงกล่าวได้ว่า ราวด้านหยินและด้านหยาง

เพื่อน ๆ จำนวนไม่น้อยมองว่า
พวกเขานั้นราวกับแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ

ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย แต่ก็ดูจะแยกจากกันไม่ได้ไม่ว่าจะยังไงน่ะ
เพื่อนร่วมห้องสักคนเคยพูดให้ธีร์ฟังอย่างลับ ๆ

ส่วนธีร์นั้น คงจะไม่มีสิ่งใดที่เรียกได้ว่าโดดเด่น
หากจะพยายามหยิบยกสิ่งใดมากล่าวถึง
ก็คงจะเป็นความสามารถทางดนตรี ที่ถูกบ่มเพาะจากความอ้างว้างในวัยเด็ก
ช่วงเวลาก่อนจะมาพบกับเนตรและเหนือ

แต่ยามที่พวกเขาอยู่ด้วยกันสามคนแล้วนั้น
กลับให้ภาพที่ดูเปล่งประกายอย่างที่สุด
เป็นความลงตัวที่ไม่สามารถเพิ่มหรือลดน้อยลงไปกว่านี้ได้แม้แต่น้อย

และเหมือนว่าเขาทั้งสามคน รวมถึงคนอื่น ๆ ในโรงเรียน
จะรับทราบได้ถึงความจริงอันศักดิ์สิทธิ์นี้ และพร้อมจะให้ความเคารพ
และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะปฏิบัติตามกฎอันสูงส่งนี้
ดังนั้นแล้ว เมื่อถึงเวลาอันสมควร
ทุกคนจะค้อมคำนับ ถอยฉากแช่มช้าออกรอบ ๆ ตัวพวกเขาทั้งสาม
เหลือเพียง ธีร์ เหนือ และเนตร เท่านั้น

เป็นอย่างนี้เสมอมา
เมื่อเหนือหายไป การขาดสมดุลอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้น
ธีร์รู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมจะถล่มและพังทลายได้ทุกเมื่อ
เหมือนบ้านสร้างจากไพ่ที่ไร้ฐานอันมั่นคง

แม้โลกรอบตัวจะยังดำเนินเรื่อยไป แต่เขารู้ดีว่าบางสิ่งที่ผิดปกติอย่างมากได้เกิดขึ้นแล้ว

เนตรเป็นฝ่ายถอยออกไปก่อน ทุกเช้าเขาเพียงสบตากับธีร์ชั่วเสี้ยววินาที
ก่อนจะเลือกนั่งลงที่หลังสุดของห้อง
ก่อกำแพงหนาหนักที่ไม่มีใครมองเห็น แต่สามารถรู้สึกได้อย่างเข้มข้น
เขาไม่พูดกับใครอีก
เช่นนี้แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของธีร์เพียงคนเดียว ที่ได้แต่ส่ายหน้าช้า ๆ
คอยหลบหลีกสายตาคาดเค้น และคำถามที่พุ่งตรงมาที่เขาไม่เว้นแต่ละชั่วโมง

นอกเหนือจากผู้คนมากมายในโรงเรียนแล้ว
ธีร์ยังต้องเผชิญกับบรรยากาศแปลกประหลาดระหว่างเขาและเนตร

ทั้งสองคนยังคงไปไหนมาไหนด้วยกัน นั่งเหม่อมองท้องฟ้าหลังเลิกเรียน
และกลับบ้านด้วยกัน เหมือนกับตอนที่พวกเขาอยู่กันครบสามคน

แต่ตลอดเวลาที่ธีร์อยู่กับเนตร ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสองเลย
ทุกอย่างดำเนินไปตามแบบฉบับปกติ ทว่าด้วยความเงียบเชียบ
เป็นภาพที่ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องเกิดความฉงนอย่างรุนแรง

ในทุกครั้งที่ธีร์มองหน้าของเนตร
บนใบหน้าเรียบเฉยนั้นมีบางสิ่งที่บุคลิกเย็นชาก็ไม่สามารถปิดบังได้
ภายในดวงตาเรียวเล็กนั้น บางอย่างที่อัดอั้นรอเวลาปะทุ
แต่เนตรก็ยังคงนิ่งเงียบเช่นเดิม

หลังสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียน
เนตรลุกขึ้นและตรงออกจากห้องทันที
ธีร์มองตามร่างที่ดูสูงขึ้นอย่างผิดตาตั้งแต่พวกเขาเจอกันตอนมัธยมต้น
เขาถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มเก็บของแล้วลุกขึ้นเดินตามไป
แม้แต่ในเวลาอย่างนี้เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงสายตาของเพื่อนร่วมชั้นที่ลอบมองมา

ที่หลังโรงเรียนนั้น เนตรกำลังรอเขาอยู่

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นเนตรสูบบุหรี่
แต่ครั้งนี้ในท่าทางของเนตรนั้นมีอะไรบางอย่าง
เขาเพ่งสมาธิเข้มข้นเกินธรรมดาลงไปในแต่ละครั้งที่ออกแรงจากปอด
สูบรับความคับข้องใจผสมปนเปกับนิโคตินและความคิดในหัว
กลั่นออกมาเป็นกลุ่มควันสีเทาเลื่อนลอยและริ้วร่องแห่งความกระวนกระวาย
ธีร์ไม่แน่ใจเท่าไรนักว่า เนตรรับรู้การมาถึงของเขา

เขาก้าวเข้าไปหาเนตร เสียงรองเท้าผ้าใบเสียดสีกับพื้นหินกรวด
ดึงเนตรออกมาจากโลกส่วนตัว เขาโยนบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้ดับอย่างไม่แยแสนัก
ธีร์มองต่ำลงตาม ก้นบุหรี่จำนวนไม่น้อยถูกทิ้งเรียงรายอยู่รอบกาย
บางตัวนั้นถูกทิ้งค้างบนรองเท้านักเรียนสีดำของเนตรด้วยซ้ำ
แต่เขาดูไม่ใส่ใจต่อสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อย

เนตรเงยหน้าขึ้นมองธีร์เพียงชั่วครู่ ก่อนจะฉวยกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่ข้างตัว
แล้วเดินสวนไป
.
"เนตร"
เนตรหยุดชะงักในทันที เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับธีร์
แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแววตา ท่าทาง
ธีร์ก็รับรู้ได้ถึงประโยคภายในหัวของเนตรได้ทันที
มีอะไร

ธีร์ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ฉุดดึงคำถามที่ถูกบรรยากาศอึดอัดเหล่านั้นกดทับ
ขึ้นมาเหนือพื้นผิวของความรู้สึก

มึงรู้ไหมว่าเหนือหายไปไหน ?


ธีร์รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ได้ทลายกำแพงนั้นลงแม้เพียงเล็กน้อย

"ไม่รู้"
หลังสิ้นสุดคำถามของธีร์
เนตรตอบคำถามอย่างรวดเร็ว
เขารู้อยู่แล้วว่าธีร์จะต้องถามคำถามนี้กับเขา
เพียงตั้งท่า รอจังหวะที่ธีร์โยนลูก เขาก็พร้อมที่จะตีโต้ในทันที
การตอบสนองฉับพลันนี้ทำให้ธีร์ชะงักงันเล็กน้อย

"มึงไม่รู้จริง ๆ หรือ ทำไมมึงถึงได้ดูมั่นใจขนาดนี้ ?"

คราวนี้ เนตรก้าวช้า ๆ เข้ามาทางธีร์
ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากธีร์ในระยะเอื้อมมือถึง ร่างกายสูงโปร่งดูราวกับจะสูงขึ้นอีก
สักห้าเซนติเมตร แววตาสงบนิ่งนั้นดูเย็นชากว่าทุกครั้ง
ความเงียบงันที่ฉาบทับอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างไว้
ในลักษณะที่ถูกพยายามฝังกลบไว้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้อย่างแนบเนียนมากพอ

"กู บอกว่า กู ไม่ รู้"

"มึงจะเลิกถามกูได้หรือยัง ?"

เนตรโน้มใบหน้าเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยืนยันคำตอบเดิม
แต่ละคำถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น

ท่างกลางความเงียบสงัดที่หลังโรงเรียนไร้ผู้คนในยามเย็นอย่างนี้
ธีร์รู้สึกว่าเสียงของเนตรนั้นดังกึกก้องจนทุกสิ่งรอบกายสั่นสะเทือน
ทุกคำพูดแทรกซึมฝังแน่นในโสตประสาท
.
.
แต่ละวินาทีเคลื่อนผ่านเชื่องช้า
จนในที่สุด เนตรกลับหลังหัน

ธีร์อยากลองพยายามอีกสักครั้ง
เขารู้ว่าการสนทนาในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

"เราลองไปหามันที่บ้านดูไหม ?"
สิ้นเสียงของธีร์ ความเงียบควบแน่นตกตะกอนลงรอบ ๆ ทั้งสอง
อีกครั้ง ธีร์นิ่งรออย่างคาดหวัง
.
"เดี๋ยวมันก็คงกลับมาเรียนเองแหละ"
เนตรพูดโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะเดินจากไป
ธีร์ยังคงอยู่ตรงนั้น ทุกอย่างยังคงหยุดนิ่ง
เลี้ยวขวาและเดินเข้าไปในซอยอีกประมาณห้านาทีก็จะถึงบ้านของเหนือ
ธีร์สามารถจดจำมันได้อย่างแม่นยำ ราวกับว่าเขากำลังเดินทางกลับบ้านของตนเอง

บ้านของเขากับเนตรนั้นอยู่ห่างกันเพียงสิบก้าวเดิน
แต่บ้านของเหนือนั้นอยู่ห่างออกไป เพราะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนที่ต่างเมืองเพียงลำพัง
เขาจึงต้องเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ ห่างไกลแหล่งชุมชนออกไป
บ่อยครั้งที่พวกเขาจะมารวมตัวกันอยู่ที่บ้านของเหนือ

เหนือเคยพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า บ้านหลังนี้แคบแสนแคบ
แต่ก็กว้างและอ้างว้างเกินไปสำหรับการอยู่คนเดียว
ในตอนนั้นธีร์และเนตรและนึกตลกเล็ก ๆ
คำว่า "อ้างว้าง" ช่างดูแปลกแปร่งยิ่งนักเมื่อออกมาจากปากของเหนือ
เขาดูไม่เข้ากับความรู้สึกโดดเดี่ยวเศร้าสร้อยเอาเสียเลย

ธีร์มาหยุดอยู่หน้าประตูไม้สีขาวที่บ้านของเหนือ
เขาถอนหายใจ
"เหนือ" เขาตะโกน
.
.
"เหนือ!
 
ไอ้เหนือ !"
ธีร์มั่นใจว่าเขาร้องเรียกเหนืออย่างสุดความสามารถเท่าที่สภาพแวดล้อมจะอำนวย
และตัวเขาสามารถทำได้แล้ว แต่สิ่งที่ตอบสนองกลับมาก็ยังคงเป็นความเงียบเข้มข้น

ธีร์รู้สึกราวกับว่า ความพยายามของเขาถูกขวางกั้นไว้ด้วยประตูไม้ดาษดื่นเย็นชาตรงหน้า
บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เหนือจะไม่ได้ยินเสียง
ธีร์ยืนอยู่ตรงนั้นราวสิบห้านาที ก่อนจะล้มเลิกความพยายาม เขาหันหลังกลับ
และเดินจากบ้านหลังนั้นมา
.
.
ในคืนนั้น ธีร์ฝัน

ภาพในความฝันนั้นเริ่มจากจุดสีขาว บนพื้นสีดำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ราวดาวเคราะห์ไร้นามในจักรวาลเวิ้งว้างที่รอเวลาดับสลาย

สักพัก จุดสีขาวนั้นเริ่มขยายใหญ่ขึ้น
ทีละน้อย ทีละน้อย
ธีร์เริ่มมองเห็นรังสีของแสงที่เล็ดลอดออกจากจุดจุดนั้น
จุดสีขาว ค่อย ๆ กระชั้นชิดเข้ามา ในขณะที่แสงสีขาวเริ่มเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ
ในตอนสุดท้าย ลำแสงสีขาวระเบิดออก บดบังพื้นที่สีดำทุกอณูที่เคยมีอยู่
เหลือเพียงความว่างเปล่าสีขาวโพลน
.
ธีร์สะดุ้งตื่นขึ้น แสงแรกของวันเข้ามาแทนที่ ให้สัญญาณการผ่านพ้นของยามราตรี
เขาผุดลุกขึ้นทันที สถานที่หนึ่งแทรกตัวเข้ามาในความคิด
หากเป็นที่นั่น
ธีร์ขี่จักรยานพาตัวเองมาจนถึงอุโมงค์ที่ห่างจากบริเวณตัวเมืองออกมาราวครึ่งชั่วโมง
พวกเขาไม่รู้ว่าอุโมงค์นี้ยังมีการใช้งานอยู่หรือเปล่า
แต่ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอสถานที่นี้ด้วยความบังเอิญ จนครั้งล่าสุดที่มาถึง
ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลาที่นานพอดู
พวกเขาก็ดูจะเป็นแขกเพียงกลุ่มเดียวที่อุโมงค์ดำมืดแห่งนี้คอยให้การต้อนรับ
มันได้กลายเป็นโลกส่วนตัวอีกใบสำหรับทั้งสามคน

ธีร์เดินมาถึงด้านหน้าอุโมงค์ ด้วยส่วนสูงที่มากขึ้นในแต่ละปี
ความใหญ่โตขรึมขลังอาจถูกลดทอนไปบ้างจากความรู้สึก
แต่ "อะไรบางอย่าง" ที่เขารู้สึกได้นั้นไม่เคยจางหายไปสักเล็กน้อย

เขามองไปรอบ ๆ ความทรงจำที่ชวนนึกถึงถูกหยิบกลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง
ในช่วงเวลานั้น เพียงการหยิบกิ่งไม้มาฟาดฟัน แสร้งตัวเองเป็นอัศวินห้าวหาญ
หยุดพักเมื่อเล่นซนจนเหนื่อยอ่อน แหงนหน้าปะทะกับฟ้าโปร่ง
หลับตาให้สายลมและวัยเยาว์พัดผ่านทั่วร่างกายที่เจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง
เพียงแค่นั้นก็เป็นช่วงเวลาอันแสนพิเศษสุด
ที่ไม่มีวันลืมไปจากใจได้
.
.
ธีร์หันกลับมา จ้องหน้ากับปากทางเข้าอุโมงค์
ความมืดมิดเชื้อเชิญให้เดินทางเข้าไปเพื่อค้นพบอะไรบางอย่าง
ธีร์ตอบรับคำเชิญนั้น
เขาก้าวเท้าเข้าไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าไปโดยไม่มีเนตรและเหนืออยู่ด้วย
.
ธีร์เดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เวลาผ่านไปเท่าใด เขาไม่ได้สนใจนัก
เพียงรู้สึกได้ว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เขาก็จะต้องหยุดเอง
.
.
แล้วเวลานั้นก็มาถึง เบื้องหน้าไกลออกไปประมาณสิบเมตร ธีร์มองเห็นบางอย่าง

ด้วยสายตาที่ยังไม่ชินกับความมืดเท่าใดนัก
เค้าโครงหยาบ ๆ ที่ธีร์เห็นตอนแรกนั้นคือ วัตถุบางอย่างสีขาว ความยาวไม่เกินสองเมตร
ถูกวางแผ่อยู่บนพื้นในลักษณะทอดยาวลึกเข้าไป

แต่เมื่อเพ่งจ้องอีกสักพัก ธีร์จึงรับรู้ได้ว่านั่นคือร่างของมนุษย์ผู้ชาย
ที่แต่งกายด้วยเสื้อยืดแขนยาวสีขาวและกางเกงขาสั้นสีขาว
เท้าสองข้างที่ไม่ได้สวมรองเท้านั้นชี้มาทางเขา เมื่อเดินเข้าไปใกล้อีกสักนิด
ภาพใบหน้าคุ้นเคยนั้นก็เดินทางเข้าสู่คลองจักษุ
"มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ?"
ธีร์เอ่ยถามเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานหนึ่งอาทิตย์เต็ม
.
"ไม่ได้ทำอะไร แค่นอนเฉย ๆ" เหนือตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
เขายังนอนอยู่อย่างนั้น
แขนและขาทั้งสองข้างกางออก ราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องราวแสนสามัญ
การนอนแผ่หราเดียวดายอยู่กลางอุโมงค์ เป็นสิ่งที่คนปกติธรรมดาทุกคนสมควรแก่การกระทำ

"ถ้ามีรถผ่านมาจะทำยังไง ?"
"ก็ตาย"
.
"ตายเลยนะ"
.
.
.

ก็แค่ตายไม่ใช่เหรอ ?


เหนือผงกศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย
ธีร์มองเห็นไม่ชัดนักว่าใบหน้าของเพื่อนสนิทนั้นแสดงความรู้สึกแบบใดอยู่
หรือเหนือกำลังคาดหวังคำตอบแบบใดจากเขา

ธีร์นิ่งเงียบไป คำถามมากมายถูกสุมทับอยู่
คำถามที่ว่าเขาหายไปไหนมา หรือทำไมถึงไม่ไปโรงเรียนนั้น
ถูกฝังเก็บไว้
ธีร์รู้สึกว่า สำหรับสถานที่แห่งนี้ โรงเรียนหรือโลกภายนอกที่ยังมีผู้คนอื่นอยู่อีกนั้น
เปรียบเสมือนอีกดวงดาวหนึ่งในทางช้างเผือก
ที่แม้พวกเขาจะรับรู้ถึงการมีอยู่ แต่ก็เป็นบางสิ่งที่ไกลแสนไกล
.
.
"ธีร์"
เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตน ธีร์เงยหน้าขึ้นทันทีตามสัญชาตยาณ

เหนือลุกขึ้นแล้ว เขาปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าสีขาวหมดจดของเขาอย่างลวก ๆ
ก่อนจะจ้องมองมาที่ธีร์ ใบหน้าหล่อเหลาแฝงความยียวนและมั่นใจ
ร่างกายประกอบด้วยมัดกล้ามแบบนักกีฬาเปี่ยมวินัย ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย

ธีร์ขมวดคิ้วส่งคำถามโดยปราศจากคำพูด

เดินไปอีกฝั่งของอุโมงค์เป็นเพื่อนกูหน่อยสิ


ท่าทางจริงจังกับน้ำเสียงมั่นคงนั้นทำให้ธีร์ต้องขมวดคิ้วอีกรอบ
.
"มึงมาที่นี่ ด้วยสาเหตุนี้งั้นหรือ ?"
เหนือพยักหน้าน้อย ๆ

"ถ้ามึงต้องการ อย่างมึงคงบุกฝ่าไปคนเดียวแบบสบาย ๆ
ได้ยินคำขอแบบนี้แล้วรู้สึกแปลกพิลึก"
.
เหนือยังคงนิ่งเงียบ แววตาที่จ้องมองมายังคงดูเด็ดเดี่ยว
"กูไปคนเดียวได้ แต่กูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ถ้ามีมึงไปด้วยกูคงอุ่นใจขึ้นได้บ้าง"

ธีร์แค่นหัวเราะออกมา
"นี่มึงกลัว ?"
เขาก้าวเข้าไปหาเหนือ จ้องมองใบหน้าเคร่งขรึมนั้นด้วยแววตายั่วล้อ
หวังการตอบสนองที่แตกต่างไปจากตอนนี้

"อืม"
เหนือขานรับในลำคอ
ธีร์ไม่พูดอะไรอีก เขาตบไหล่เหนือเบา ๆ หนึ่งครั้ง
แล้วทั้งสองก็เริ่มออกเดิน
พวกเขาเดินเข้ามาลึกขึ้นเรื่อย ๆ
ปากทางเข้าอุโมงค์เริ่มห่างไกลออกไป
จนลับหายไปจากสายตาเมื่อหันมองกลับมา
การรับรู้ความตื้นลึกใกล้ไกลถูกพรากออกไปจากประสาทสัมผัส
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเดินกันเข้ามาลึกถึงเพียงนี้
.
ธีร์ลอบมองใบหน้าด้านข้างของเหนือ แววตาหนักแน่นนิ่งสงบยังฉายชัดอยู่บนใบหน้า
สองเท้าเปล่ายังก้าวย่ำไปบนพื้นคอนกรีตหยาบกระด้างอย่างสม่ำเสมอ
ธีร์กลับมาให้ความสนใจกับการก้าวเดินของตนเองต่อไป
เขาคิดว่า เหนือรู้สึกได้เหมือนกับเขา
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ปลายทางก็จะคลี่กางอยู่เบื้องหน้าของพวกเขาเอง
.
พวกเขาไม่หยุดพัก ไม่พูดคุยอะไรกันแม้แต่คำเดียว
กาลเวลาหลบลี้ หายตัวไปในสถานที่และบรรยากาศจำเพาะแบบนี้
.
.
จนในที่สุด จุดสีขาวขนาดเท่ารูเข็มถูกจัดวางอยู่กลางเฟรม
ธีร์มองเห็นมัน ภาพอันคุ้นตานั้น
จุดสีขาวขยายใหญ่ เผยแสงลอด กลืนกินสีดำสนิทบนฉากตรงหน้า
แสงสีขาวเจิดจ้าฉายวาบอยู่ตรงหน้า ธีร์ยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าจากความสว่างนั้น
.
.
พวกเขามาถึงอีกฝั่งแล้ว
ธีร์ค่อย ๆ ลดมือลง ทัศนียภาพรอบกายค่อย ๆ กระจ่างชัด
ราวการตื่นจากความฝันฟุ้งจาง
พวกเขาสองคนยืนอยู่บนทุ่งหญ้าสีเขียวสด ผืนหญ้าเรียบเนียน
ให้สัมผัสอ่อนโยน
ผีเสื้อสองสามตัวบินแช่มช้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
ก่อนขยับพลิ้วไหวเป็นจังหวะงดงาม เขาเผลอมองตามโดยไม่รู้ตัว
สายตาจับจ้องตามไป จนถึงพุ่มดอกไม้สีขาว ผีเสื้อหยุดลงตรงนั้น
พวกมันลดระดับลงเพื่อเกาะอยู่บนกลีบดอก จากนั้นจึงสงบนิ่ง
ราวกับจะหล่อหลอมเป็นส่วนหนึ่งของกลีบดอกสีขาวนวลตาเหล่านั้น

ธีร์และเหนือค่อย ๆ เริ่มก้าวช้า ๆ
แม้ใส่รองเท้า ธีร์ก็ยังรู้สึกได้ถึงความรู้สึกพิเศษ
ที่โอบรับแต่ละก้าวย่างของเขาอย่างนุ่มนวล
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกัน ธีร์เหม่อมองไปรอบ ๆ
ดอกไม้สีขาวเหล่านั้นยังคงเบ่งบาน
ให้การต้อนรับไร้สรรพเสียงแก่พวกเขาไปตลอดทาง

ทั้งสองเดินมาจนสุดทาง
ตรงหน้าของพวกเขาคือผืนทะเลกว้างใหญ่
เหมือนจักรวาลที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
เส้นกึ่งกลางระหว่างท้องฟ้าและน้ำทะเล
ดูราวกับการแบ่งกั้นระหว่างโลกใบนี้และโลกอีกใบหนึ่ง

ธีร์รู้สึกว่าเขาอยู่ที่นี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้เสียทีเดียว
เป็นเหมือนความงามที่หากเผลอเพียงพริบตา ทุกอย่างก็คงจะจางหายไป

ธีร์รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา
เขาหันไป เป็นเหนือที่มองมาที่เขาก่อนในครั้งนี้
ทั้งสองมองหน้ากัน ไม่มีคำพูดใด ๆ
ธีร์พยายามค้นลึกลงไป หวังที่จะหาให้เจอถึงความหมายบางอย่าง
ที่อยู่บนใบหน้าและแววตาของเหนือ
.
.
ธีร์หันมองรอบกายอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่
แต่ตอนนี้ แสงสว่างดูเหมือนจะเริ่มลาลับจากการมาถึงของอนธการ
ทั้งสองคนเหม่อมองภาพรอบกายที่ค่อย ๆ ถูกย้อมด้วยสีน้ำเงินเข้ม
เหมือนหยดสีที่แผ่กระจายบนผิวน้ำอย่างเชื่องช้า
พวกเขาหันมาประจันหน้ากับผืนทะเลสีทึมเทานั้นอีกครั้ง
ความเวิ้งว้างไร้กาลเวลาดูดึงดูดอย่างน่าประหลาด

ทั้งสองเพียงปล่อยให้ลมเอื่อยเฉื่อยพัดผ่าน หลับตาพริ้ม
น้อมรับเศษซากของวัยเยาว์ที่หล่นหายไป เหมือนที่เคยทำ
.
.
จากที่ไกลแสนไกล ธีร์ได้ยินเสียงบางอย่าง
หลังการเพ่งสมาธิสดับฟัง เสียงนั้นร้องเรียกชื่อของเขา
เสียงของเนตรนั่นเอง
ธีร์หันหลัง คงได้เวลาต้องกลับเสียแล้ว
ธีร์และเหนือเดินมาถึงปลายทางที่พวกเขาเดินออกมา
เขาเดินเข้าไปในอุโมงค์มืดทึบนั้น
เขารู้สึกตัวว่าเหนือไม่ได้ตามเขามา
เขาหันหลังกลับมา
.
"มึงไปก่อนเลย"

"มึงยังไม่พร้อมจะเจอมันใช่ไหม ?" เขาถาม

"ไม่ต้องบอกเนตรนะว่ามึงกับกูเจอกัน"
เหนือตอบคำถามของเขาด้วยคำขอร้อง ธีร์ค้อมหัวรับเงียบเชียบ

"งั้นกูไปนะ" สองสามก้าวผ่าน เขานึกอะไรบางอย่างได้

"เหนือ" เจ้าของชื่อยังคงอยู่ตรงนั้น เมื่อธีร์หันกลับไป

พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ


อีกครั้งที่ธีร์ไม่สามารถเพ่งจ้องใบหน้าของเพื่อนได้ชัดเจนนัก
เพราะความมืดที่เริ่มโรยตัวห่มคลุมทั้งบริเวณ

แต่เขาเห็นสิ่งที่คล้ายกับรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าของเหนือ
เป็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะ...เศร้าสร้อย
.
การเดินทางเที่ยวกลับใช้เวลาน้อยกว่าขาไปอย่างไม่น่าเชื่อ
เพียงชั่วอึดใจ เขาก็พบร่างสูงง่อนแง่นของเนตรยืนรอเขาอยู่ที่ปากทาง
เนตรกำลังสูบบุหรี่เหมือนเคย

"มึงเข้าไปทำอะไร ?" เนตรเริ่มต้นด้วยคำถาม

"สำรวจ เหมือนสมัยก่อน" ธีร์ถือว่าอย่างน้อยเขาได้พูดความจริงกับเนตร
แม้จะเพียงเสี้ยวหนึ่งก็ตาม

"แล้วมึงรู้ได้ไง ว่ากูอยู่ที่นี่ ?"
"กูก็แค่รู้น่ะ" เนตรตอบคำถามอย่างขอไปที
ธีร์ไม่สนใจอยากซักถามต่อ เขาคิดว่าเนตรเองก็คงจะมีวิธีการได้มาซึ่งคำตอบในแบบของเขา
เหมือนการหลับฝันของธีร์เช่นกัน

"ธีร์"
"มึงจำวันนั้นได้ไหม วันก่อนที่เหนือจะไม่มาโรงเรียน ?"
ไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ
คงจะเป็นเรื่องยากที่จะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนั้นได้
เหมือนจะเป็นวันสุดแสนสามัญวันหนึ่ง

แม้ระหว่างวันจะมีความเงียบแทรกตัวอยู่ค่อนข้างมาก
แต่ธีร์ก็ไม่ได้ติดใจสิ่งใด
ในชีวิตอันวุ่นวาย ก็คงต้องมีสักวันที่นิ่งเฉยบ้างเป็นธรรมดา

ทั้งสามคนเดินกลับบ้านพร้อมกันอย่างเงียบเชียบ
เสียงฝีเท้าสม่ำเสมอ ทำให้ทุกอย่างไม่เงียบจนเกินไปนัก
ธีร์อยู่ตรงกลางโดยมีเนตรและเหนือขนาบข้าง
ในวันนี้ทั้งสองเสมองไปทางขวามือของตนเองอยู่ตลอดเวลา
ราวกับหวาดกลัวการจ้องมองอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงหน้าของตน
.
ทั้งสามมีความเงียบเป็นเพื่อนร่วมทางจนถึงบ้านของธีร์
โดยปกติทั้งสามจะหันหน้าเข้าหากัน แล้วหารือจนถึงขั้นถกเถียงกัน
ว่าจะทำสิ่งใดกันดีในแต่ละวัน

แต่ในครั้งนี้ ทุกคนได้แต่จ้องมองกันและกัน เหมือนกับว่าใครที่เอ่ยคำใดออกมาก่อน
จะต้องตกเป็นผู้พ่ายแพ้และต้องลาจากไป
.
.

กูไม่มีพ่อ


เสียงทุ้มต่ำของเหนือแหวกมวลอากาศหนักอึ้งขึ้นมา
ธีร์และเนตรหันไปจ้องมองที่มาของเสียงทันที

"แม่ก็ป่วยกระเสาะกระแสะเกินกว่าจะย้ายตามกูมาที่นี่ได้"

"วันไหนที่พวกมึงไม่อยู่ พอกูกลับถึงบ้าน บ้านทั้งหลังก็จะเงียบสนิท
เงียบจนกูได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง"
เพื่อนทั้งสองคนยังคงเงียบ

"ที่โรงเรียน ที่นั่นไม่มีใครที่กูสามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็น เพื่อน
จริง ๆ เลยแม้แต่คนเดียว"
.
.
เหนือหันมาเผชิญหน้ากับพวกเขาทั้งสองคน

กูมีแค่พวกมึงสองคนเองนะ

เหนือหันหลังกลับและเดินจากไปทันที แต่ในวินาทีที่แสงสุดท้ายของวันทอดผ่าน
มาบนแผ่นหลังของพวกเขาทั้งสามนั้น
ธีร์มองเห็นแรงกระเพื่อมไหวน้อย ๆ เพียงเสี้ยววินาที
บนไหล่กว้างของเหนือที่ค่อย ๆ หายลับไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ในยามเย็น
.
.
"กูเข้าบ้านก่อนนะ"
เสียงของเนตรปลุกธีร์ขึ้นจากภวังค์
เมื่อหันหลังกลับไป เนตรก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว

ธีร์ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น พยายามทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น
บางสิ่งผิดธรรมดาได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอนที่สุด

ตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมา
เหนือพยายามอย่างมากที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึงครอบครัว
ตลอดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง
ห่มหุ้มความเปลี่ยวเหงาของตนเองด้วยภาพลักษณ์หนุ่มน้อยผู้นำนักกีฬา
และนักเรียนดีเด่น นำเสนอความเป็นเลิศในทุกด้าน
จนบางคนอาจถึงกับต้องหลั่งน้ำตาด้วยความปิติ

แต่ในวันนี้ เหนือทิ้งเกราะหนาหนักเหล่านั้น
ลดอัตตาทุกอย่าง เปิดเผยส่วนที่อ่อนไหวที่สุดต่อหน้าเขาและเนตร
ซึ่งเขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะเป็นเพียงสองคนบนโลก
ที่ได้เห็นด้านอันอ่อนไหวนี้

สายตาที่มองมาที่เขาสองคนนั้นดูโหยหาบางสิ่งอย่างน่าประหลาด
ในชั่วขณะนั้น เหนือดูเจ็บปวดอย่างยิ่ง

หลังจากวันนั้น เหนือก็ไม่มาโรงเรียนอีก
"กูมีเรื่องจะบอกมึง"
เนตรฉุดลากธีร์กลับจากความทรงจำอันไกลโพ้นของตัวเอง
เขามองเนตร ท่าทีเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์เหือดหายไปเยอะ
มือขวาคีบบุหรี่ที่เนตรดูไม่แยแสต่อการยกขึ้นสูบ
มือซ้ายขยี้ศรีษะลุกลน ราวกับเป็นส่วนเกินที่เขาไม่เคยต้องการ

ก่อนหน้านั้นราวสองสามวัน
กูทะเลาะกับเหนือ

เนตรพูดออกมาในที่สุด
.
"น่าจะเป็นวันหยุดสักวันหนึ่ง กูไปหามันที่บ้าน"

ธีร์ยังคงนิ่งรอ

"กูแค่ไม่ชอบการทำตัวเหมือนกับตนเองเป็นผู้นำกลุ่มของเหนือ
ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว พวกเราทั้งสามคนก็เหมือนกัน และเท่าเทียมกัน จริงไหม ?
และกูก็ไม่ชอบใจที่ทุกคนบอกว่าเราเป็นแฝดกัน
กูไม่ใช่คนใจร้อนมุทะลุ ใช้ร่างกายกำยำทำให้ใคร ๆ ต้องเกรง
กูรู้สึกว่ากูกับมันไม่มีอะไรเหมือนกันเลย"
เนตรหยุดพัก สูบบุหรี่ ก่อนทิ้งลงบนพื้นอย่างหัวเสีย ก่อนจะจุดมวนต่อไป

"กูก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าอะไรทำให้กูคิดแบบนั้น แต่กูก็พูดกับเหนือแบบนั้นไป
ซึ่งแน่นอนว่าเหนือไม่พอใจอย่างมาก แล้วเราก็ทะเลาะกันอย่างรุนแรง"

"คำพูดสุดท้ายที่กูพูดกับมันก็คือ ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับมึง
ทุกคนเข้าหามึงก็เพราะเกรงใจ ที่เห็นมึงเคยเป็นเด็กไม่มีเพื่อน
เรื่องคู่แฝดอะไรนั่นก็ไร้สาระสิ้นดี อย่าคิดว่ามึงเหมือนกับกู"

"กูรู้ว่ากูได้ทำสิ่งผิดพลาดแสนสาหัสลงไปเสียแล้ว ธีร์
กูอยากจะขอโทษมัน แต่มันก็หายไป
ทุกวันกูได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า วันรุ่งขึ้น
กูจะเจอมันนั่งอยู่ในห้องเรียน ล้อมรอบด้วยผู้คนมากมายเหมือนเคย
แต่ก็ไม่ กูกลัว กูขี้ขลาดเกินกว่าจะไปหามันที่บ้าน"

ถ้อยคำพร่างพรูจากเนตรจบลงตรงนี้
เขาสูบบุหรี่ตัวแล้วตัวเล่าในพริบตา

ใบหน้าของเนตรในตอนนี้เหมือนกับเหนือในวันนั้นไม่มีผิด
ราวกับว่าธีร์สามารถฉายภาพของเหนือทับซ้อนไปบนใบหน้าขาวซีดของเนตรได้
.
.
"มึงให้เวลามันสักหน่อยนะ"
เขาเริ่ม
"มันสัญญากับกูไว้ว่า พรุ่งนี้จะไปโรงเรียน มึงเตรียมเขียนคำขอขมาเพราะ ๆ ไว้ได้เลย"
เขาพยายามทำให้เนตรรู้สึกดีขึ้นสักเล็กน้อย

ทั้งสองเดินกลับบ้านโดยไม่ได้พูดอะไรกันอีก
เช้าตรู่วันต่อมา เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกเนตรให้ตื่นจากการหลับไหล
เขาควานหาไปตามหัวเตียง รับสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
.
.
.
.
เนตรไม่แน่ใจนักว่า เขามาอยู่ที่หน้าอุโมงค์นี้ได้อย่างไร
เขาสูดหายใจก่อนจะเดินหายเข้าไปในความมืดมิดที่รออยู่
.
.
ความเจิดจ้าพุ่งเข้าสู่สายตาของเนตร ก่อนแสงสว่างทุกอย่างจะเบาบางลง
จากการปรับสภาพของสายตา
ทุ่งหญ้าสีเขียวสดเปี่ยมชีวิตชีวา ผีเสื้อขยับปีกไหวชวนมอง
เนตรก้าวย่ำเชื่องช้าไปตามทาง รอบกายงดงามราวความฝัน
ทุกอย่างสว่างสดใสเหมือนภาพที่ถูกมองผ่านสายตาของเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์

เนตรเดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ จนสุดทาง
ท้องทะเลสีฟ้าครามเงียบงันแผ่กางอยู่เบื้องหน้า

ณ จุดสิ้นสุดของที่แห่งนี้
เต็มไปด้วยกลุ่มดอกไม้สีขาวสวยงามจนต้องกลั้นหายใจยามจ้องมอง

ดอกลิลลี่


เสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง เนตรสะดุ้งเฮือก
ทุกการขยับไหวชะงักงัน เขารู้สึกราวกับทุกสิ่งหยุดนิ่ง

"กูเก่งใช่ไหมล่ะ ?"
แม้จะไม่หันไปมอง แต่เนตรก็แทบจะมองเห็นรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้ากวน ๆ แฝงแววอวดดี
เวลาที่เหนืออวดอ้างถึงความเก่งกาจของตนมาปรากฎอยู่ตรงหน้า
.
.
"ใช่ เหนือ"
"มึงคือเพื่อนที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่กูเคยมีมาเลย"

เนตรก้มหน้าแล้วเริ่มหัวเราะ
เขาหัวเราะเนิ่นนานจนรู้สึกได้ถึงก้อนสะอื้นที่ตีบตันอยู่ในลำคอ
แม้ในยามที่น้ำใส ๆ จากนัยน์ตาหยดลงสู่พื้นหญ้านั้น
เนตรก็ยังคงแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างฝืดฝืน

ไม่มีความเคลื่อนไหวหรือสัญญาณใดจากคนข้างหลัง

เนตรทรุดตัวลงนั่ง สองมือพยายามขับไล่หยดน้ำที่ยังคงเปียกชุ่มบนใบหน้าเปื้อนยิ้ม
.
.
"กูรู้สึกเหนื่อย ๆ ว่ะเหนือ คงเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้นอน"
เนตรค่อย ๆ เอนกายลงช้า ๆ แขนข้างขวายังคงทาบทับบนใบหน้า
เขายังคงยิ้ม เช่นเดียวกับน้ำตาที่ยังคงหลั่งใหล

"กูขอหลับสักงีบ เดี๋ยวพอถึงเวลามึงช่วยปลุกกูหน่อยนะ"
จากที่ไหนสักแห่ง เนตรได้ยินเสียงสวบสาบ
เป็นเสียงที่จะได้ยินเวลาที่เท้าเปลือยเปล่าของใครสักคนก้าวย่ำไปบนพื้นหญ้า
เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
จนในที่สุด เนตรรู้สึกได้ถึงร่างกายใหญ่โตที่ล้มลงนั่งอยู่ข้างกายเขา

เนตรยังคงหลับตาอยู่อย่างนั้น
รอยยิ้มและเสียงสะอื้นไห้เงียบงันดำเนินต่อไป

ก่อนที่ความง่วงงุนจะโอบล้อมเข้ามาอย่างช้า ๆ

แม้ในยามหลับฝัน น้ำตาของเนตรก็ยังไหลไม่หยุด.
.
.
.
https://www.youtube.com/watch?v=LScGcGwvDbg
โปรดฟังเพลงนี้ เมื่ออ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้มาจนถึงบรรทัดสุดท้าย.

© 2023 by Sasha Blake. Proudly created with Wix.com

bottom of page